ข้ามไปเนื้อหาหลัก
มุสิกชนกชาดก (Musika-janaka Jataka)
ชาดก 547 เรื่อง
442

มุสิกชนกชาดก (Musika-janaka Jataka)

Buddha24ทสกนิบาต
ฟังเนื้อหา

มุสิกชนกชาดก

ในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระมุสิกราช พระองค์ทรงมีพระทัยเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรมเสมอมา ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ท้องทุ่งอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโจรผู้ร้าย หรือภัยพิบัติต่างๆ

แต่แล้ว วันหนึ่ง เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดขึ้นในเมืองพาราณสี เกิดโรคระบาดร้ายแรงที่เรียกว่า “โรคขโมย” โรคนี้ประหลาดนัก มันไม่ได้ทำลายร่างกายของผู้คนให้เจ็บป่วย แต่กลับทำให้ทรัพย์สมบัติในเมืองหายสาบสูญไปอย่างลึกลับ

เริ่มแรก ข้าวของเล็กๆ น้อยๆ เช่น มีด พลั่ว ช้อน ส้อม ก็ค่อยๆ หายไปอย่างไม่มีร่องรอย ชาวบ้านก็คิดว่าคงเผลอทำหล่นที่ไหนสักแห่ง ต่อมา ของที่มีราคาสูงขึ้น เช่น ผ้าไหม เครื่องประดับ ทองคำ ก็เริ่มหายไปอีก ผู้คนเริ่มหวาดกลัว แต่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้

ในที่สุด ข้าวสารในยุ้งฉาง อาหารในครัวเรือน แม้กระทั่งเงินทองในหีบสมบัติของคหบดีผู้มั่งคั่ง ก็ยังอันตรธานหายไปอย่างน่าพิศวง เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความหวาดผวา ผู้คนไม่ไว้ใจกันและกัน เพราะไม่รู้ว่าใครคือผู้ที่ลักเล็กขโมยน้อย

พระมุสิกราชทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงตรัสเรียกประชุมเสนาบดีและปุโรหิต เพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้ “เราจะทำเช่นไรดีเล่า? บ้านเมืองของเรากำลังจะล่มจม หากทรัพย์สินของประชาชนยังคงหายไปเช่นนี้”

ปุโรหิตกราบทูลว่า “ขอเดชะพระพุทธเจ้าข้า ปัญหานี้แปลกประหลาดนัก เราได้สืบหาแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยผู้กระทำผิดเลย”

เสนาบดีกราบทูลเสริมว่า “ข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งให้ทหารเฝ้าระวังทุกหนแห่งแล้ว แต่ก็ไม่พบผู้ใดกระทำความผิดเลย”

ขณะที่พระราชาทรงกุมพระพักตร์ด้วยความกลุ้มพระทัยนั้นเอง ทันใดนั้น ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากบริเวณพระราชวัง

“ขโมย! ขโมย!”

ทหารรีบวิ่งกรูเข้าไปดู และพบว่ามีหนูตัวหนึ่งกำลังคาบเอาเครื่องประดับทองคำชิ้นหนึ่งวิ่งหนีไป พวกทหารพยายามจับ แต่มันก็ว่องไวเสียยิ่งกว่าลิง ปีนป่ายไปตามซอกหลืบต่างๆ จนหายลับไป

“จับมันให้ได้!” พระราชาตรัสสั่งเสียงดัง

แต่ไม่ว่าทหารจะพยายามเท่าไร หนูตัวนั้นก็เหมือนจะรู้ทันทุกฝีก้าว หนีรอดไปได้ทุกครั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนูตัวน้อยตัวนี้ดูเหมือนจะเข้ามาในวังเป็นประจำ และทุกครั้งก็จะคาบเอาทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ ไป แต่ก็ไม่เคยมีใครจับมันได้

พระมุสิกราชทรงสงสัยเป็นอย่างยิ่ง “เหตุใดหนูตัวนี้จึงมีพฤติกรรมเช่นนี้? มันไม่ได้มีความโลภมากนัก เพราะมันเอาไปเพียงเล็กน้อย แต่ทำไมมันถึงทำเช่นนี้?”

พระองค์จึงมีรับสั่งให้เหล่าข้าราชบริพารตามจับหนูตัวนั้นมาให้ได้ เพื่อจะได้สอบสวนถึงสาเหตุ

ในที่สุด ด้วยความพยายามของเหล่าทหาร พวกเขาก็สามารถดักจับหนูตัวนั้นได้สำเร็จ เมื่อจับได้แล้ว ก็ไม่รอช้า รีบนำมาถวายแด่พระราชา

หนูตัวนั้นตัวไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีดวงตาที่ฉลาดเฉลียว มันมองไปที่พระราชาด้วยความไม่เกรงกลัว

พระมุสิกราชทรงตรัสถาม “เจ้าหนูเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงขโมยทรัพย์สินของข้า? เจ้าไม่มีความละอายใจบ้างหรือ?”

หนูตัวนั้นสั่นหูเล็กน้อย แล้วพูดตอบด้วยเสียงที่น่าประหลาดใจ “ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีเจตนาที่จะขโมยพระพุทธเจ้าข้า”

“แล้วเจ้าทำไปเพื่อสิ่งใด?” พระราชาทรงถามด้วยความสงสัย

“ข้าพระพุทธเจ้าเพียงแต่ต้องการนำสิ่งของเหล่านี้ไปให้ครอบครัวของข้าพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง” หนูตอบ

“ครอบครัวของเจ้า? พวกมันอยู่ที่ไหน? แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องขโมยมาให้?”

“ครอบครัวของข้าพระพุทธเจ้าอยู่ที่โพรงดินใต้พระราชวังอันกว้างใหญ่แห่งนี้ พวกมันกำลังอดอยาก เพราะอาหารในเมืองหายากยิ่งนัก ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพวกมันผอมโซก็สงสาร จึงต้องออกหาอาหารมาให้”

พระมุสิกราชทรงอึ้งไป “หมายความว่า... ที่ผ่านมา ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่หายไป ก็เกิดจากฝีมือของเจ้าและพวกพ้องของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

“ใช่พระพุทธเจ้าข้า” หนูตอบอย่างซื่อสัตย์ “แต่ข้าพระพุทธเจ้ามิได้เอาไปมากนัก เพียงพอประทังชีวิตเท่านั้น”

พระราชาทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทรงมองไปยังหนูตัวน้อยที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย แต่กลับเป็นสาเหตุของความวุ่นวายทั้งเมือง

“หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็คือต้นเหตุของความเดือดร้อนของประชาชนทั้งเมือง” พระราชาตรัส “แต่เราก็เข้าใจความรักและความห่วงใยที่เจ้ามีต่อครอบครัว”

พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า “แทนที่เราจะลงโทษเจ้า เรามาหาทางแก้ไขปัญหานี้กันดีกว่า”

พระมุสิกราชทรงเรียกประชุมคณะทำงานพิเศษ ประกอบด้วยเหล่าปุโรหิต ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร และเหล่าข้าราชการ

“เราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี? จะให้ประชาชนอดอยากเพราะหนู ก็ดูจะไม่ใช่ธรรมเนียมของพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม จะลงโทษหนูให้สิ้นซาก ก็ดูจะโหดร้ายเกินไป”

ปุโรหิตผู้หนึ่งกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ ปัญหานี้เกิดจากความขาดแคลนอาหาร หากเราสามารถผลิตอาหารให้เพียงพอ ก็จะไม่มีหนูตัวไหนต้องมาขโมยอีก”

“นั่นเป็นความคิดที่ดี” พระราชาตรัส “แล้วเราจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?”

“ข้าแต่พระองค์ ควรมีการส่งเสริมการเกษตรให้มากขึ้น จัดสรรที่ดินให้เพียงพอแก่เกษตรกร และมีระบบการเก็บรักษาผลผลิตที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดการสูญหาย”

“และควรมีการจัดการเรื่องสัตว์ฟันแทะเหล่านี้ด้วย” อีกท่านหนึ่งกล่าวเสริม “อาจจะต้องมีวิธีการป้องกันที่ดี แต่ก็ต้องไม่เป็นการเบียดเบียนจนเกินไป”

พระมุสิกราชทรงเห็นชอบกับข้อเสนอแนะเหล่านั้น พระองค์มีรับสั่งให้จัดตั้งโครงการส่งเสริมการเกษตรครั้งใหญ่ มีการขุดคูคลองเพื่อชลประทาน สร้างยุ้งฉางที่แข็งแรงทนทาน และจัดตั้งกองลาดตระเวนคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยของผลผลิต

ส่วนเรื่องหนู พระองค์ก็มีรับสั่งให้จัดหาเมล็ดข้าวและพืชผลบางส่วนไปวางไว้ในบริเวณที่ห่างไกลจากที่อยู่อาศัยของประชาชน เพื่อให้หนูมีแหล่งอาหารของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาในเมือง

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีรับสั่งให้ “มหาหนู” หรือหนูตัวที่ถูกจับได้ ให้เป็นทูตพิเศษในการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสัตว์โลก

“เจ้าจงไปบอกพวกพ้องของเจ้าว่า พระราชาของเรามีเมตตา หากพวกเจ้าไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของมนุษย์ เราก็จะแบ่งปันอาหารให้พวกเจ้าอย่างเหมาะสม”

หนูตัวนั้นรับคำ และกลับไปบอกข่าวแก่พวกพ้องของมัน

ตั้งแต่นั้นมา ปัญหาโรคขโมยในเมืองพาราณสีก็ค่อยๆ หายไป ประชาชนกลับมามีความสุขอีกครั้ง ผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ ทรัพย์สินไม่สูญหาย

พระมุสิกราชทรงแสดงให้เห็นถึงการบริหารบ้านเมืองด้วยปัญญาและความเมตตา พระองค์ไม่ทรงแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง หรือการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ทรงพยายามเข้าใจถึงต้นตอของปัญหา และหาทางแก้ไขที่ยั่งยืน

เรื่องราวของพระมุสิกราชและหนูตัวน้อย กลายเป็นตำนานเล่าขานที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุด ก็สามารถนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ได้ หากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม และการแก้ปัญหาที่มาจากความเข้าใจและความเมตตา ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขอย่างแท้จริง

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยความเข้าใจและความเมตตา ย่อมนำมาซึ่งสันติสุขและความยั่งยืน มากกว่าการใช้กำลังหรือการลงโทษเพียงอย่างเดียว

บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตาบารมี, ปัญญาบารมี

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

พระโพธิสัตว์เป็นลิงผู้มีความเพียร
496ปกิณณกนิบาต

พระโพธิสัตว์เป็นลิงผู้มีความเพียร

พระโพธิสัตว์เป็นลิงผู้มีความเพียร ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ยังบำเพ็ญบารมีอยู่ พระอง...

💡 ความเพียรที่แท้จริงนั้นมิใช่การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การอดทนต่อความยากลำบาก และการใช้สติปัญญาควบคู่ไปกับความพยายาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความกล้าหาญและเสียสละ คือการแสดงออกซึ่งความเพียรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

สัมปารชชนชาดก (Sampārachana Jātaka)
103เอกนิบาต

สัมปารชชนชาดก (Sampārachana Jātaka)

สัมปารชชนชาดกในสมัยพุทธกาลอันรุ่งเรือง ณ แคว้นมคธ มีเมืองใหญ่แห่งหนึ่งนามว่า “ราชคฤห์” เป็นเมืองที่เ...

💡 การทำความดี ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีเสมอ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังในตอนแรกก็ตาม การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งผลกรรมอันเลวร้าย

กุฏวานกชาดก
24เอกนิบาต

กุฏวานกชาดก

กุฏวานกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นกุฏวานะ (นกแขกเต้า) อาศัยอยู่ใ...

💡 ความเมตตาเป็นคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ แม้แต่กับผู้ที่เคยทำร้ายเรา การรู้จักให้อภัยและช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ.

มหาปทุมชาดก
1เอกนิบาต

มหาปทุมชาดก

มหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งได้เสวยพระชาติเ...

💡 ความเพียร สติ และคุณธรรม นำพาไปสู่ความพ้นทุกข์

มหาปะทะมชาดก
10เอกนิบาต

มหาปะทะมชาดก

มหาปะทะมชาดกในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงจุติเป็นพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ผู้ทรงธรรมแห่งเมืองอุเชนี พระองค...

💡 การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำพามาซึ่งความทุกข์ และการสำนึกผิดคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่

มหาสีลวชาดก
19เอกนิบาต

มหาสีลวชาดก

มหาสีลวชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันเป็นที่ตั้งของมหานครราชคฤห์ ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ทรง...

💡 ศีลธรรมเป็นเกราะคุ้มกันภัยอันยิ่งใหญ่ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือภยันตรายเพียงใด หากเรายึดมั่นในความดีงาม ความบริสุทธิ์ และความถูกต้องแล้ว เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปได้เสมอ

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว